Book

วันก่อนไปร้านหนังสือ พบหนังสือที่สะดุดตาเล่มหนึ่ง "ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์" หรือ Moon Forgets( 1999) ผลงานของผู้เขียนคนเดียวกันกับหนังสือ "ดวงตะวันส่องฉาย" หรือ A Chance of Sunshine (1999) ของ Jimmy Liao ที่บางท่านอาจจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งหนังสือเล่มหลังนี้ได้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Turn left Turn right หรือในชื่อภาษาไทยว่า ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา

"ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์"ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยล่าสุดนี้ เขาว่าน่าจะทำให้เราเข้าใกล้ตัวตนแท้จริงของ Jimmy Liao ได้มากขึ้นอีกหน่อย

อ่านแล้วก็สงสัยเหมือนที่หลายคนไม่แน่ใจว่า ตกลงผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์ กับเด็กชายคนนั้นเป็นคนเดียวกันใช่ไหม เป็นความจริงวัยเด็ก เป็นความฝันหรืออย่างไร ทำให้เราต้องคิดและแปลความต่าง ๆกันไปนานา

เปรียบเทียบกับการมองโลก และหาคำตอบให้ชีวิต คำตอบที่เราค้นพบได้ อาจจะไม่ใช่คำตอบแท้จริงที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอก็ได้ แต่มันกระตุ้นให้เราพยายามคิดและพยายามค้นหาคำตอบได้มากมายนับร้อยนับพันจากภาพเหล่านั้น สิ่งนี้ละคือเสน่ห์ที่ได้รับจากทั้ง "ดวงตะวันส่องฉาย"และ "ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์"

อารมณ์ความรู้สึกที่ผ่านมาเมื่อจับหนังสือเล่มนี้มันคล้ายคลึงกันมากอยู่กับความเหงา และการแสวงหาความรัก เดินตามภาพและตัวอักษรในเรื่องมันช่างสวยงาม โลกนี้มีสีสันจริงๆแต่เราจะหาความรักที่ต้องการมันช่างยากยิ่งกระไร

เคยได้อ่านบทสัมภาษณ์ที่ Jimmy Liao เล่าถึงแก่นสารในเรื่องราว A Chance of Sunshine ว่า เขาต้องการนำเสนอให้รู้ว่า นิสัยและและความเคยชินบางอย่างของมนุษย์เรา อาจจะทำให้คนเราพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ เขาเล่นสนุกกับจินตนาการของชีวิตคู่ขนาน เล่นกับทฤษฎีวงกลม (เมื่อเริ่มต้นก็หมายถึงจุดสิ้นสุด) พร้อมกับใบ้คำตอบง่ายๆว่า เราจะไม่มีทางหลุดพ้นจากสิ่งที่เราเบื่อหน่ายได้หากเรายังไม่ยอมเปลี่ยนวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต และฉีกตัวออกมาจากความเคยชินเก่าๆ ดูเหมือนวิธีนี้ก็เป็นข้อคิดที่นำเสนอในหนังสือ ใครขโมยเนยแข็งของผมไป แต่เมื่อเรามาทำจริงๆ กลับเป็นสิ่งที่ยาก เพราะมันก็คือการฝืนธรรมชาติ อย่างไรมนุษย์ก็มีพรจากพระเจ้าที่สามารถฝืนกฏธรรมชาติได้มากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นในโลก...เอาจรวดบินไปดวงจันทร์ยังได้เลยใช่ไหม...แล้วจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้จริงหรือ...อืมเป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกัน

ส่วน"ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์" หรือ Moon Forgets ที่ Jimmy Liao สร้างสรรค์ขึ้นมาจากความโศกเศร้าที่สูญเสียเพื่อนสนิทสองคนไปอย่างไม่มีวันกลับ เขามีความคิดว่า ความจริงช่างโหดร้าย ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนเลย ผู้คนพร้อมจะดับสูญได้ตลอดเวลา ช่วงเวลาที่เรามีใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ เป็นเพียง "การเต้นรำบนหลุมศพ" เท่านั้นหรือเปล่า แล้วจะอธิบายเรื่องความอิสระ และความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเองได้อย่างไร เขาจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าสามารถใช้สัญลักษณ์พิเศษ ให้การตายของเพื่อน เป็นความตั้งใจของผู้ตายที่จะเปลี่ยนรูปตัวเองให้เป็นดวงจันทร์ แล้วกลับมาดูแลเด็กน้อย ที่เขายังมีความห่วงใยผูกพันอยู่จะได้ไหม เรื่องราวของเด็กน้อยที่เติบโตมาเป็นผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์ จึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยเหตุนี้

อย่างไรก็ตาม พอแค่ได้อ่าน ได้สัมผัสหนังสือสองเล่มนี้ก็มีความสุขอย่างประหลาดแล้ว ใครละจะปฎิเสธว่าแค่ภาพที่เอามาฝากกันด้านล่างนี้ ทำให้มีความสุข และอบอุ่นได้


Song: Lovers Moon by Glenn Frey

The Sound of Colors: A Journey of the Imagination

By Jimmy Liao

Sound of Colors บอกเล่าเรื่องราวของเด็กสาวตาบอดในสถานีรถไฟใต้ดิน Jimmy Liao เดินเรื่องโดยใช้ความคิดคำนึงของเด็กสาวในเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งตรงกับวันเกิดครบรอบ 15 ปีของเธอ และเป็นเช้าวันที่ดวงตาเธอเริ่มจะมองไม่เห็น The year that the angel said goodbye to me At the entrance to the subway I started not to see. On the autumn of my 15th birthday As rain drizzled outside the windows I fed my cat. At 6:05 I walked in to my subway...

edit @ 2006/08/16 15:57:47

ภาพนั้นเขียนด้วยสีน้ำ มีชื่อ "ริมลำธาร" ปรากฏอยู่ที่มุมล่างด้านซ้าย ฝีมือเขียนอยู่ในระดับธรรมดาๆ แต่พอจะมองเห็นเค้าโครงร่างของคน 2 คนนั่งเคียงคู่กันอยู่บนก้อนหินใต้ต้นไม้ริมลำธารที่บ่งบอกสถานที่ไว้ด้วยว่า "มิตาเกะ"

ใครหลายคน อาจจะรู้จัก "มิตาเกะ" ว่าเป็นชื่อภูเขาลูกหนึ่ง อยู่ที่ชานกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่จะรู้ว่า ภาพ "ริมลำธาร" มี "ข้างหลัง"... "ข้างหลัง" อันเป็นอดีต - เป็น "ข้างหลังภาพ" แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ งดงาม ในหัวใจของชายหญิงคู่หนึ่ง

...นพพร กับ ม.ร.ว.หญิงกีรติ

ข้างต้นคือข้อความเปิดเรื่องของ ข้างหลังภาพ บทประพันธ์คลาสสิกของ ศรีบูรพา หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เผยแพร่เป็นครั้งแรก ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน ซิ่งได้รับการตีพิมพ์วันต่อวัน โดยเริ่มตอนแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2479 ต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2480 จบบทที่ 12 เป็นเหตุการณ์ตอน ม.ร.ว.กีรติกับนพพรลาจากกันที่ท่าเรือโกเบ ความจริง ศรีบูรพาตั้งใจจะจบ ข้างหลังภาพ เพียงเท่าที่เขียนในประชาชาติ คือจบแค่ 12 บท แต่โดยที่ผู้อ่านชอบเรื่องนี้มาก ประกอบกับ สำนักงานนายเทพปรีชา ที่ครูกับเพื่อนร่วมกันตั้งขึ้น เห็นว่า น่าจะเอา ข้างหลังภาพ มาพิมพ์รวมเล่ม และเพื่อจะให้มีจุดขายดียิ่งขึ้น ครูจึงเขียนต่ออีก 7 บท โดยถือว่าที่เขียนจบในประชาชาติเป็นภาคแรก หรือภาคต่างประเทศ

ส่วนที่เขียนใหม่เป็นภาคจบสมบูรณ์ หรือภาคในประทศ ข้างหลังภาพ ฉบับสมบูรณ์ที่อ่านกันอยู่ทุกวันนี้จึงมี 19 บท อย่างไรก็ตาม ยังต้องถือว่า 12 บทแรก หรือภาคแรก เป็นความหมายหลักของ ข้างหลังภาพ ที่เป็นชื่อเรื่องด้วย


แม้นเรามิได้เกิดเป็นดอกซากุระ ก็อย่ารังเกียจที่เกิดเป็นบุปผาพันธุ์อื่นเลย ขอแต่ให้เป็นดอกที่งามที่สุดในพันธุ์ของเรา ภูเขาไฟฟูจีมีอยู่ลูกเดียว แต่ภูเขาทั้งหลายก็หาไร้ค่าไม่ แม้นมิได้เป็นซามูไร ก็จงเป็นลูกสมุนของซามูไรเถิด เราจะเป็นกัปตันกันหมดทุกคนไม่ได้ ด้วยว่าถ้าปราศจากลูกเรือแล้ว เราจะไปกันได้อย่างไร...

ข้างหลังภาพ...ศรีบูรพา