พอพูดถึงเค้ก แล้วน้ำลายมันไหล ทำให้อดไม่ได้เมื่อได้ข่าวว่ามีบุ๊ฟเฟ่ต์เค้ก หรูเริ่ดของโรงแรมให้รับประทานเพียงราคา 177 บาท รวมค่าน้ำ และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ด้วยใจถวิลเป็นทุนเดิมพร้อมกับแรงกระตุ้นของพี่ที่ทำงานเก่า ที่เขาเคยเอามาเล่าให้ฟัง สุดท้ายก็พ่ายต้องความอวบอั๋นที่มันจะมาเพิ่มขึ้นที่เนื้อหนังของเรา...ลุยเลย เป็นหมูไม่กลัว กลัวไม่ได้กินเค้กอะ
ลงบีทีเอส ป้ายเอ็มโพรเรี่ยม แล้วเดินย้อนกลับไปทางอโศก จนถึงโรงแรมโลตัส โนโวเทล สุขุมวิท 33เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเนอะ เพราะว่า เล่นกินข้าวเช้ามานิด และอดข้าวเที่ยงด้วย เพราะกลัวกินไม่คุ้ม
แต่พอจะเริ่มสั่งทำให้เซ็งไปนิดหนึ่ง เพราะเขาจะให้เรารับเค้กหรือขนมปังที่ละชิ้น เท่านั้น หมดแล้วค่อยไปเอาใหม่ เอ้อ ตรูเลยต้องเดินหลายรอบดิ อย่างนี้ ถ้าเดินมากเนี้ยมันก็แสดงว่าเราสวาปามเข้าไปมาก ต้องกลายเป็นเป้าสายตาชัวร์ ฉะนั้นโต๊ะก็ไม่ควรอยู่ไกลตู้ขนม แต่ก็ไม่ให้มันโดดเด่นมาก เพราะคนผ่านไปมาจะเห็นการรับประทานแบบยัดทะนาน ของเราได้ (เขียนถูกเปล่าหว่า) สรุปเลยไปหลบๆ มุมใกล้ๆ ล๊อบบี้ที่นั่งรอของโรงแรม ไม่ไกลไป
เริ่มภาระกิจแรก คือ พนักงานมารยาทดีมากๆๆๆ สมเป็นโรงแรม จะมาถามว่า ต้องการรับน้ำอะไร และก็พาเราไปดูตู้ขนมเค้กว่าแถวไหนกินได้ แถวไหนเลือกกินไม่ได้ เขาให้เลือกกาแฟ โกโก้ น้ำเปล่า น้ำหวาน เราก็เลยสั่งโกโก้เย็นไป เพราะคำนวณดูแล้ว ถ้ากินเยอะ อาการตาค้างแบบกาแฟ คงน้อย และมูลค่าทางตัวเงินมันก็แพงกว่า พวกน้ำหวานหรือน้ำเปล่าเนอะ เหอๆเติมน้ำได้ไม่อั้นด้วยอะดิ สวรรค์จริงๆ

มาภาระกิจที่สองคือการทานเค้ก โอ้วจะบอกว่าถ้าไม่มีเทคนิค หรือได้เรียนรู้ไปก่อนนะ กินไม่คุ้มแน่งานนี้ เห็นได้จากโต๊ะข้าง ๆหลายคน ถ้าประเดิมด้วยไวท์ช๊อกโกแลตแบบในภาพบนนะ เหอๆ กินได้ไม่กี่ชิ้น หรือชิ้นเดียวก็จอด เพราะทนอาการเลี่ยนไม่ไหวหรอก ครีม มากกว่าครึ่งของเนื้อเค้กอีก ดีนะที่เราเลือกเป็นแบบที่สอง ชิ้นแรกเลือกเป็นเค้กช๊อกโกแลต ค่อยๆ ทานไป สองชิ้น จำได้ว่าน่าจะประมาณช๊อตฟัลจ์มั้ง มีขมๆ หน่อยอาการเลี่ยนเลยลดไปหน่อย แสดงว่าสัญชาตญาณการกินบุ๊ฟเฟ่ต์ตั้งแต่สมัยเรียนยังใช้ได้อยู่
ชิ้นที่สามที่ได้กิน เริ่มกลัวครีมเยอะแล้วละ ขนาดชอบกินครีม แต่ถ้าเจอแบบไวท์ช๊อกคงไม่เอา เลยมาเลือกที่เป็นช๊อกโกแลต และครีมน้อยหน่อย คืออันนี้อะ เขาว่ามีผสมกาแฟ เนื้อนิ่มมาก ทานได้ไม่หวานมาก แต่เขาไม่ได้บอกชื่อเราอะ ว่าคืออะไร สงสัยพนักงานจำไม่ได้เหมือนกันเนอะ อิอิอิ

สุดท้ายต้องมาแพ้กับเค้กชิ้นนี้ ที่เป็นเค้กที่ชื่นชอบมาก คือบราวนี่ แทบสำลัก เมื่อทานเข้าไป เพราะ เหมือนอมน้ำตาลเข้าไปทั้งก้อน อยากจะเดินไปถามพี่ที่เคาน์เตอร์ว่า พี่ทำได้ไงอะ น้ำตาลหมดไปกี่ก้อนหรือ หวานแบบไม่เกรงใจเลยวะ ชิ้นนี้จึงไม่แนะนำให้ทานอย่างยิ่ง ถึงแม้มันมีครีมน้อยมาก เพราะจะได้ไม่เลี่ยน แต่ต้องสยบกับความหวาน

อ้อ ลืมเมนูพิเศษไป วันเสาร์ที่ไปทานนะ เขาให้เครปผลไม้ กับไอติมมาก แต่เอ้ รูปที่ถ่ายมาอวดอะ หายไปไหนหว่า งั้นมาอธิบายละกัน คือ มันก็เหมือนแป้งแผ่นบางๆ ไม่กรอบเหมือนเครปที่ขายทั่วไปนะ แล้วมาพับครึ่งสอดไส้ด้วยแยมสตอเบอรี่กับ บลูเบอรี่ บวกด้วยลูกเกดกับถั่ว ส่วนไอติมคือ ไอติมวนิลลาหนึ่งลูกเล็กๆ เมนูพิเศษนี้เหมาะสำหรับการแก้เลี่ยน แล้วทานอะไรต่อไม่ได้จริงๆ
สรุปการไปกินบุ๊ฟเฟ่ต์เค้กนี้
หนึ่ง ต้องรู้จักเลือกประเภทเค้ก อย่าเห็นแค่รูปสวยแบบไวท์ช๊อก ทานเข้าไปอะ ตายกับตายแน่ เลี่ยนจะอยากอาเจียน ถ้าอยากกินไว้ลำดับหลังดีกว่า
สอง อย่าลืมว่าเขามีเมนูพิเศษให้ด้วยนะ อย่าสวาปามแต่เค้กหรือขนมปังในตู้ ซึ่งจริงๆ ไม่ควรกินขนมปังเลย มันจะไม่คุ้ม และทำให้อิ่มง่ายขึ้น
สาม เครื่องดื่มที่ให้เลือก ก็ควรเป็นกาแฟ ชา หรือโกโก้ เพราะมันแพง คุ้มหน่อยและเติมได้ต่อ ถ้าไปเอาน้ำเปล่านะ เดินไปหยิบก็ได้ แจกฟรีอยู่แล้ว
สี่ไม่ควรกินเค้กประเภทเดียวกันเกินสองชิ้น แล้วควรไปหลายๆ คนจะได้ไม่เบื่อเวลากิน เพราะตามหลักจิตวิทยาจะทำให้กินเค้กได้มากขึ้นด้วย เคล็ดลับลูกอีชั่งงกเนอะ
ห้าจริงๆ ควรเป็นข้อแรกก่อนตัดสินใจเดินเข้าร้าน ว่าจะกินแบบบุ๊ฟเฟ่ต์ดีหรือเปล่า เพราะหลังห้าโมง หรือหกโมงเย็นอะ ทางร้านเขาก็ลดราคาเค้กครึ่งราคา จากประมาณ หกสิบห้าบาท เหลือ สามสิบกว่าบาท ซึ่งนั้นละ ต้องคำนวณดูแล้วว่าจะมีศักยภาพกินเค้กได้เท่าไหน แล้วเอาจำนวนชิ้นมาหารกับราคา 177 บาท ถ้ามูลค่าหารต่อชิ้นต่ำกว่า สามสิบบาท ก็ถือว่าคุ้มแล้วละ แต่อย่าลืมคิดถึงพุงที่จะตามมาด้วยนะ
ถ้าคิดว่าต่อชิ้นไม่คุ้มแล้วให้ไปที่คอฟฟี่ช๊อป หรือ ร้านช๊อตคัท ที่โรงแรมแพนแปซิฟิค ใกล้ๆ กับโรบินสันสีลม ร้านนี้หลัง ห้าโมงเย็นมั้งก็ลดราคาขนมเบอเกอรี่เหมือนกัน เค้กที่นี้อร่อยมาก ไม่ว่าชิ้นไหน ไม่ต้องกังวลเรื่องครีมเยอะไป หรือหวานไปด้วย